วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559

นักศึกษาราชภัฏเชียงใหม่ และชาวจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมพิธีการถวายอาลัย แด่ในหลวง

 วันที่ 28 ตุลาคม 2559 ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ขึ้น ทั้งนี้ทางท่านอธิการบดี คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา นักศึกษา และศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และชาวจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมพิธีกว่า 5000 กว่าคน เพื่อรำลึกอาลัยแด่ในหลวงของปวงชนชาวไทยอย่างพร้อมใจกัน


















รู้สึกยังไงกันบ้างคะ เมื่อเห็นภาพบรรยากาศพิธีการถวายอาลัย ของนักศึกษาราชภัฏเชียงใหม่ ล้วนเกิดจากความรักที่มีให้แก่พ่อ ของปวงชนชาวไทยนั่นเอง

Photo by...LaTae Law Nopparat,T-เผลอ CMRU.

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559

โครงการหลวง น่าเที่ยว ที่จังหวัดเชียงใหม่ ต้อนรับฤดูหนาว

          โครงการหลวงน่าเที่ยวต้อนรับฤดูหนาว ที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาให้ทุกท่านได้ชมกันเพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงพัฒนาพื้นที่ชนบทให้มีทั้งคุณค่าทางธรรมชาติและวิถีชีวิตของชาวบ้าน ซึ่งโครงการหลวงของพระองค์นั้นมีอยู่เกือบ 40 แห่ง และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น




            ในช่วงเทศกาลปีใหม่และฤดูหนาว  Pakkatuen ขอแนะนำให้ไปชมโครงการหลวงต่างๆในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่กันเลยจ้า รับรองว่าคุณจะต้องประทับใจกลับไปแน่นอนไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร วัฒนธรรม และธรรมชาติ 


ม่อนแจ่ม และโครงการหลวงหนองหอย


             ม่อนแจ่มเป็นพื้นที่สันเขาในเขตหมู่บ้านม้ง อยู่ภายใต้โครงการหลวงหนองหอย ซึ่งมีสูงจากน้ำทะเลปานกลาง 850-1,460 เมตร อากาศจึงหนาวเย็นตลอดทั้งปี ตัวม่อนแจ่มเป็นพื้นที่สันเขามีแปลงปลูกดอกไม้ฤดูหนาว สามารถเดินเล่นและถ่ายรูปหรือรับประทานอาหารที่มีไว้บริการ 

            ม่อนแจ่มมีอากาศหนาวเย็นตลอดปี ช่วงหน้าฝนจะมีโอกาสพบเห็นทะเลหมอก ส่วนช่วงหน้าหนาวดอกไม้รอบๆม่อนแจ่มจะบานเต็มที่ และมีสตรอเบอรี่ให้ชมรอบๆ

            การเดินทาง มาตามเส้นทางหลวงหมายเลข 107 เชียงใหม่-แม่ริม แล้วเลี้ยวซ้าย กม.ที่ 17ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 1096 แม่ริม-สะเมิง เลี้ยวขวาที่ทางแยกระหว่างกิโลเมตรที่ 13-14 ขับขึ้นไปอีก 7 กิโลเมตร จะถึงที่ทำการศูนย์โครงการหลวงหนองหอย เมื่อเลยขึ้นไปผ่านชุมชนจะเจอป้ายม่อนแจ่ม ให้ตามทางขึ้นไปก็จะถึง
สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง

             สถานีเกษตรหลวงอ่างขางเป็นสถานีวิจัยแห่งแรกของโครงการหลวง จัดตั้งขึ้นตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ว่า “ให้ช่วยเขา ช่วยตัวเอง” มีพระราชประสงค์ให้ชาวไทยภูเขาที่พักอาศัยอยู่ตามดอยต่างๆ ทางภาคเหนือเลิกปลูกฝิ่น และทำไร่เลื่อนลอย อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ป่าไม้ และต้นน้ำลำธารของประเทศถูกทำลาย 


          การเดินทาง เส้นทางที่ 1 จากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปตามทางหลวงหมายเลข 107 เชียงใหม่-ฝาง ผ่านอำเภอแม่ริม แม่แตง เชียงดาว ไชยปราการ ถึงกิโลเมตรที่ 137 เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1249 ขึ้นไปอีก 25 กิโลเมตร ถึงดอยอ่างขาง เส้นทางชันและคดเคี้ยว
เส้นทางที่ 2 จากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปตามทางหลวงหมายเลข 107 ถึงตำบลเมืองงาย เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1178 ผ่านบ้านอรุโณทัยไปยังดอยอ่างขาง ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง
สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ 

             สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ เป็นอีกหนึ่งสถานีวิจัยของมูลนิธิโครงการหลวง ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2520 ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่จะช่วยชาวไทยภูเขาให้ช่วยตัวเองได้ สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์เป็นสถานีวิจัยรวบรวมพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาว พืชผัก ไม้ผลเมืองหนาว รวมถึงสัตว์น้ำบนพื้นที่สูง รวมทั้งเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้นวัตกรรมใหม่ๆจากงานวิจัยด้านการเกษตรบนพื้นที่สูงไปสู่สังคม 

           ไม่เพียงเป็นแหล่งส่งเสริมเกษตรกรรมและเป็นแหล่งเรียนรู้เท่านั้น แต่พื้นที่ของสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ที่มีทัศนียภาพที่งดงามจากขุนเขาน้อยใหญ่มากมาย ประกอบกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี ส่งผลให้พื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกพื้นที่ให้เข้ามาเยือน  

            การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทางสายเชียงใหม่-ฮอด ตามทางหลวงหมายเลข 108 ถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 57 ซึ่งอยู่ก่อนถึงตัวอำเภอจอมทอง ประมาณ 1 กิโลเมตร จะมีทางแยกขวามือเข้าทางหลวงหมายเลข 1009 สายจอมทอง-อินทนนท์ ไปตามเส้นทางสายนี้จนถึงหลักกิโลเมตรที่ 31 มีทางแยกขวามือบ้านขุนกลาง เข้าไปประมาณ 1 กิโลเมตร จะถึงสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ รวมระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ถึงสถานีฯ 91 กิโลเมตร หรือใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที 
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ

           ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสลับซับซ้อน มีที่ราบหุบเขาและเชิงเขา เป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์ที่เพื่อการพัฒนาเกษตรแบบยั่งยืนและเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีในการประกอบอาชีพทางด้านการเกษตรที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างจิตสำนึกให้ชุมชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ 
         

         การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 (สายเชียงใหม่ – แม่ฮ่องสอน) ประมาณ 88 กิโลเมตร ถึงอำเภอฮอดให้เลี้ยวขวาไปตามถนน ฮอด-แม่สะเรียง (ถนนหมายเลข 108) อีก 55 กิโลเมตรจากนั้นเลี้ยวขวาที่แยกบ้านกองลอย มุ่งหน้าไปบ้านแม่โถตามทางหลวงหมายเลข 1270 สายกอง ลอย-แม่โถ (ถนนลูกรัง)ระยะทาง 16 กิโลเมตร 
ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง)

            ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ที่ตั้งอยู่ที่บ้านขุนวาง ต.แม่วิน อ.แม่วาง ท่ามกลางแวดล้อมของแนวเทือกเขาอินทนนท์ ขุนวาง เป็นอีกหนึ่งสถานที่ใต้พระบารมีของพ่อหลวง ที่นี่ก่อกำเนิดขึ้นภายหลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินมายังบ้านขุนวางในปี พ.ศ. 2523 แล้วทอดพระเนตรเห็นท้องทุ่งบริเวณนี้มีการปลูกฝิ่นอยู่เป็นจำนวนมาก พระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัสให้กองพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการใช้ท้องทุ่งแห่งนี้เป็นสถานที่ทดลองและขยายพันธุ์พืชบนที่สูง เพื่อส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่เกษตรกรบนที่สูง เพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น
            สำหรับศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) มีพื้นที่ประมาณ 450 ไร่ ภายในศูนย์ฯ มีแปลงทดลองปลูก แปลงวิจัย แปลงสาธิตไม้ดอกกล้วยไม้ พืชเมืองหนาว ไม้ผล อาทิ เบญจมาศ แมกคาเดเมียนัต กาแฟ ท้อ บ๊วย สาลี่ พลัม ฯลฯ โดยมีการจัดสรรแปลงทดลองต่างๆ เรียงรายเป็นขั้นบันไดไปตามแนวลาดเขา


            การเดินทาง เส้นทางแรก จากจังหวัดเชียงใหม่ ผ่านอำเภอสันป่าตอง เข้าสู่เส้นทางหมายเลข 1013 ไปอำเภอแม่วาง ผ่านอำเภอแม่วางไป จะมีทางแยกซ้ายมือให้เลี้ยวซ้าย จากนั้นเส้นทางจะลัดเลาะขึ้นภูเขาไปอีกประมาณ 40 กิโลเมตร ช่วงสุดท้ายของเส้นทางนี้จะเป็นถนนดินแดงประมาณ 5 กิโลเมตร หน้าฝนจำเป็นต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อ เส้นทางนี้รวมระยะทาง 86 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง
             เส้นทางที่สอง จากจังหวัดเชียงใหม่ไปอำเภอจอมทองก่อนเข้าตัวอำเภอจอมทอง เลี้ยวขวาเข้าสู่เส้นทางหมายเลข 1009 ขึ้นดอยอินทนนท์ จนถึงกิโลเมตรที่ 31 เลี้ยวขวา เป็นถนนลาดยางไปประมาณ 17 กิโลเมตร ก็จะถึงที่ตั้งศูนย์วิจัยเกษตรหลวงดอยขุนวาง รวมระยะทาง 115 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง           
โครงการหลวงตีนตก

            สำหรับโครงการหลวงตีนตก อยู่ในอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ โครงการที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ในการจัดตั้งศูนย์ เพื่อพัฒนาที่ดินเป็นแหล่งเกษตรกรรมและเป็นแหล่งพัฒนาอาชีพให้กับชาวบ้าน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าดิบเขา ทำให้สภาพอากาศค่อนไปทางหนาว อุณหภูมิเฉลี่ย 23 องศาเซลเซียสตลอดปี แต่ถ้าหน้าหนาวแล้วล่ะก็หนาวจับใจ

            หากใครเป็นคอกาแฟแล้ว ห้ามพลาดที่จะมาที่โครงการหลวงแห่งนี้เด็ดขาด กาแฟอราบิก้า รสเลิศ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นรับไอเย็น สมกับคำกล่าวอ้างที่ว่า กาแฟ “โครงการหลวง” รสดีที่หนึ่ง นอกจากกาแฟที่คัดสรร มาคั่ว และชงให้ชิมกันสดๆแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถเข้าชมสวนกาแฟที่ปลูกใต้ร่มเงาต้นไม้ในป่าได้เป็นอย่างดี รวมถึงขั้นตอนการเก็บเกี่ยว แปรรูปจนได้เมล็ดกาแฟมีคุณภาพ

            โครงการหลวงตีนตกห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ 55  กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง โดยใช้เส้นทาง เชียงใหม่-สันกำแพง-แม่ออน ผ่านน้ำพุร้อนสันกำแพงไปทางบ้านแม่กำปอง ศูนย์ตีนตกจะอยู่ทางซ้ายมือก่อนถึงบ้านแม่กำปอง สภาพเส้นทางเป็น ถนนลาดยางตลอดสายจนถึงที่ทำการศูนย์ รถทุกชนิดสามารถไปได้
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ 

          ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ แหล่งเรียนรู้และส่งเสริมอาชีพเกษตรพื้นที่สูงอีกแห่งของมูลนิธิโครงการหลวง ม่อนเงาะเป็นชื่อหมู่บ้านชาวไทยภูเขาเผ่าม้งบนดอยที่อำเภอแม่แตง ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเมื่อหลายปีก่อน เพี้ยนมาจากคำว่าโม่งโง๊ะ เป็นภาษาม้ง หมายถึงหน้าผาหรือภูเขาที่ยื่นออกไป

            ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเชิงเกษตร เพราะสภาพพื้นที่เหมาะสม มีจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงาม มีแปลงปลูกชาที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมและเก็บใบชา รวมทั้งได้สัมผัสความตื่นเต้นของการล่องแก่งในลำน้ำแม่แตงอีกด้วย

            การเดินทางระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ ประมาณ 65 กิโลเมตร เริ่มต้นจากตัวเมืองเชียงใหม่ ผ่านอำเภอแม่ริม มุ่งหน้าไปทางอำเภอแม่แตง แล้วเลี้ยวซ้ายทางเลี่ยงเมือง เข้าทางสายแม่แตง-ปาย จากนั้นเลี้ยวขวาที่ทางแยกขึ้นศูนย์ฯ ม่อนเงาะ (หน้าวัดสบเปิง) ขับต่อไปตามถนน อีกประมาณ 12 กม. เป็นถนนลาดยางยาวไปจนถึงศูนย์ฯ ม่อนเงาะ
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์

             ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์ ตั้งอยู่ในอำเภอกัลยาณิวัฒนา จ. เชียงใหม่ ก่อกำเนิดขึ้นหลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรชาวเขาในเขตหมู่บ้านวัดจันทร์
ที่นี่เป็นแหล่งท่องไฮไลต์มีทิวทัศน์ ธรรมชาติสวยงาม ของป่าสนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยพื้นที่โครงการหลวงวัดจันทร์ที่คุ้นเคยของนักท่องเที่ยวคือที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อปป) และอีกหนึ่งจุดคือที่ตั้งของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์ จะตั้งอยู่คนละพื้นที่แต่ทั้งสองแห่งอยู่ในพื้นที่ดูแลของโครงการหลวงเช่นกัน 

ในช่วงฤดูหนาวดินแดนกลางหุบเขาแห่งนี้ จะถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกและสายลมอันหนาวเย็น ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้มาเยือนสถานที่ แห่งนี้ คงไม่พ้นหลงเสน่ห์กับความงาม ที่มองเห็นอยู่ตรงหน้า 


นอกจากฤดูหนาวแล้วหากมาเที่ยวในฤดูฝนจะได้พบกับอีกหนึ่งบรรยากาศ ที่เขียวขจีและสดชื่นใน แบบฉบับของการท่องเที่ยว ช่วงกรีนซีซั่นซึ่งสวยงามไม่แพ้กัน


            การเดินทาง ส้นแรกทางหมายเลข 107 ตรงตลาดแม่มาลัยเลี้ยวซ้าย หรือใช้เส้นทางหลักหมายเลข 1095(ตลาดแม่มาลัย - ปาย) และก่อนถึงอำเภอ ปายประมาณ 13 กิโลเมตรตรงด่านป่าไม้ให้เลี้ยวซ้ายเข้าไปยังเส้นทางหมายเลข 1265 ตรงป้ายบอกทาง เข้าบ้านวัดจันทร์ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร ระยะเวลาเดินทางประมาณ 3-4 ชั่วโมง
            เส้นทางที่สองสามารถเดินทางจากหมายเลขทางหลวง107(แม่ริม-สะเมิง-บ่อแก้ว-วัดจันทร์)สามารถเดินทางจากหมายเลข ทางหลวง 107 เข้าอำเภอแม่ริมแล้วมุ่งไปยังทางหลวงหมายเลข 1096 ผ่านอำเภอสะเมิงไปบ้านแม่สาบ บ้านบ่อแก้ว แจ่มน้อย และเข้าหมู่บ้านวัดจันทร์ จากหมู่บ้านไปทางเส้นทางวัดจันทร์ปายประมาณ 3 กิโลเมตร โครงการฯจะอยู่ทางซ้ายมือของท่าน รวมระยะทาง 154 กิโลเมตร เส้นทางลูกรังสลับยางดำ เดินทางประมาณ 4-5 ชั่วโมง

โครงการหลวงปางอุ๋ง

           โครงการหลวงปางอุ๋ง อยู่ในอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังไม่เคยและได้เห็นภาพโครงการหลวงปางอุ๋งผ่านตากันเท่าใดนัก ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะที่นี่ถือว่ายังใหม่และยังไม่ได้มีการโปรโมทมาก ต่างกับ ปางอุ๋ง แม่ฮ่องสอน  ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เกิดและขึ้นชื่อมานานแล้ว 


           ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปางอุ๋ง ตั้งอยู่ ที่หมู่บ้านปางอุ๋ง  อยู่ในเขตตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินมายัง หมู่บ้านปางอุ๋ง เพื่อเยี่ยมราษฏรชาวไทยภูเขา ทรงมีพระราชดำริเรื่องชลประทานและแนะนำเรื่องอาชีพปลูกพืชชนิดใหม่ทดแทนฝิ่น ส่งเสริมการทำการเกษตรถาวร เน้นการปลูกไม้ผลเมืองหนาว ปลูกพืชระยะยาวและพัฒนาปัจจัยพื้นฐาน ให้มีมาตรฐานทางสังคม

            บรรยากาศภายในโครงการหลวงปางอุ๋ง ดูเรียบง่ายธรรมดามีความเป็นธรรมชาติและร่มรื่นมาก หากเดินทางมาในช่วงเดือนพฤศจิกายนจะได้มีโอกาสเห็นดอกบัวตองเบ่งบานระหว่างทางไปโครงการหลวงปางอุ๋งอีกด้วย


             การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 108 สายเชียงใหม่-ฮอด ผ่านอำเภอหางดง-สันป่าตอง-จอมทอง-แม่สะเรียง-แม่ลาน้อย ถึงทางแยกไปอำเภอขุนยวมให้เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 1263 ศูนย์ฯ อยู่ขวามือที่บ้านปางอุ๋ง สามารถใช้รถยนต์ได้ทุกประเภท (ไม่มีบริการรถรับจ้างประจำทาง)

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก


          ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อกแห่งนี้เป็นศูนย์พัฒนาขนาดกลาง ตั้งอยู่ในหุบเขาด้านหลังดอยอินทนนท์ จึงยังคงสภาพธรรมชาติอยู่มาก อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี 


            เดินชมแปลงผลผลิตตามฤดูกาล เช่น เสาวรสหวาน ซูกินี่ ผักกาดหวาน โอ๊คลีฟเขียว โอ๊คลีฟแดง มะระหยก


              น้ำตกแม่สะป๊อก ตั้งอยู่ในพื้นที่ศูนย์เดินเท้าระยะทาง 200 เมตร ก็จะเจอน้ำตกจากหน้าผาสูง มีลานหิน ธารน้ำสามารถลงเล่นน้ำได้ และยังเป็นเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติพรรณไม้ป่า ดูนก


              ชมวิถีชีวิตชาวปกาเกอญอ ที่หมู่บ้านแม่สะป๊อกใต้ แม่สะป๊อกเหนือ บ้านขุนป๋วย ชมงานหัตถกรรมผ้าทอกะเหรี่ยงสีสันสวยงาม และมีการนำมาแปรรูปผ้าทอเป็นย่าม กระเป๋า พวงกุญแจ

               การเดินทาง ระยะทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ 68 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 108 (สายเชียงใหม่-ฮอด) เมื่อถึงอำเภอสันป่าตอง เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1013 ตรงไปประมาณ 38 กิโลเมตร จากนั้นจะมีทางแยกซ้ายเข้าบ้านแม่สะป๊อกเหนือ  ระยะทางประมาณ 500 เมตร  ถึงที่ทำการศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สะป๊อก




             “โครงการหลวง” นับเป็นของขวัญพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงไปในทางดีให้กับเกษตรกรชาวไทยภูเขาอย่างมากมาย เปลี่ยนจากการปลูกฝิ่น ทำไร่เลื่อนลอย ทำลายป่าต้นน้ำ ให้หันมาปลูกพืชผักผลไม้สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว จนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ถือเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อเกษตรกรในโครงการหลวงและเกษตรกรบนที่สูงเลยจ้าา

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112



ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 บัญญัติไว้ว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี" ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทยเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ คนไทยหรือคนต่างด้าวไม่ว่ากระทำในหรือนอกราชอาณาจักรก็ต้องรับโทษ 


ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับเรื่อยมามีข้อที่กล่าวว่า "องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้"
ในประมวลกฎหมายไม่มีนิยามว่าพฤติการณ์แบบใดเข้าข่าย "หมิ่นประมาท" หรือ "ดูหมิ่น" ลักษณะการกระทำความผิดมีหลากหลาย แล้วแต่ศาลจะพิเคราะห์เจตนา เช่น ปราศรัยในที่สาธารณะ ส่งสารสั้น โพสต์รูปภาพ เผยแพร่เอกสารหรือวีดิทัศน์ ละเมิดพระบรมฉายาลักษณ์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีข้อโต้แย้งว่า ความผิดต่อองคมนตรีเข้าข่ายความผิดนี้หรือไม่ อนึ่ง ในปี 2556 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำว่า "พระมหากษัตริย์" ยังหมายความรวมถึง พระมหากษัตริย์ในอดีตด้วย ธานินทร์ กรัยวิเชียร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังตีความว่า กฎหมายห้ามครอบคลุมถึงการวิจารณ์โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สถาบันพระมหากษัตริย์ ราชวงศ์จักรีและพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์


พระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ไม่เคยฟ้องร้องเป็นการส่วนพระองค์ ผู้ถูกตั้งข้อหามักไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวและถูกคุมขังในเรือนจำหลายเดือนก่อนมีการไต่สวนในชั้นศาล องค์การนิรโทษกรรมสากลถือว่านักโทษตามความผิดนี้เป็นนักโทษการเมือง มีบุคคลส่วนหนึ่งเลือกเดินทางออกนอกประเทศเพื่อมิให้ถูกดำเนินคดีและยังมีผู้ต้องหาและผู้ต้องขังตามความผิดดังกล่าวฆ่าตัวตายหรือเสียชีวิตระหว่างถูกคุมขัง


นอกจากนี้ การเรียกร้องให้ปฏิรูปกฎหมายความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทยเองก็ส่งผลให้ถูกแจ้งข้อหาความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทยด้วย นักรัฐศาสตร์ ใจ อึ๊งภากรณ์ หมายเหตุว่า "กฎหมายความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์มิได้ออกแบบมาเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง ในอดีต กฎหมายนี้ถูกใช้เพื่อปกป้องรัฐบาล ปกป้องรัฐประหาร ภาพลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ทั้งหมดนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนอภิชนอนุรักษนิยมนอกกำแพงพระราชวัง"

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ว่า
"แต่ว่าความจริง ก็จะต้องวิจารณ์บ้างเหมือนกัน แล้วก็ไม่กลัว ถ้าใครจะวิจารณ์ว่าทำไม่ดีตรงนั้นๆ จะได้รู้ เพราะว่าถ้าบอกว่าพระเจ้าอยู่หัวไปวิจารณ์ท่านไม่ได้ ก็หมายความว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่เป็นคน"

"แต่อย่างไรก็ตาม เข้าคุกแล้ว ถ้าเป็นการละเมิดพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์เองเดือดร้อน เดือดร้อนหลายทาง ทางหนึ่ง ต่างประเทศเขาบอกว่าเมืองไทยนี่ พูดวิจารณ์พระมหากษัตริย์ไม่ได้ ว่าวิจารณ์ไม่ได้ก็เข้าคุก มีที่เข้าคุก เดือดร้อนพระมหากษัตริย์ ต้องบอกว่าเข้าคุกแล้วต้องให้อภัยที่เขาด่าเราอย่างหนัก ฝรั่งเขาบอกว่าในเมืองไทยนี่ พระมหากษัตริย์ถูกด่าต้องเข้าคุก ที่จริงควรเข้าคุก แต่เพราะฝรั่งบอกอย่างนั้นก็ไม่ให้เข้าไม่มีใครกล้าเอาคนที่ด่าพระมหากษัตริย์เข้าคุก เพราะพระมหากษัตริย์เดือดร้อน เขาหาว่าพระมหากษัตริย์เป็นคนที่ไม่ดีอย่างน้อยที่สุดก็เป็นคนที่จั๊กจี้ ใครว่าไรซักนิดก็บอกให้เข้าคุก ที่จริงพระมหากษัตริย์ไม่เคยบอกให้เข้าคุก ตั้งแต่สมัยรัชกาลก่อนๆเป็นกบฏก็ยังไม่จับใส่คุก ไม่ลงโทษ รัชกาลที่ 6 ท่านไม่ลงโทษ ไม่ได้ลงโทษผู้ที่เป็นกบฏมาจนถึงต่อมา รัชกาลที่ 9 ใครเป็นกบฏ ก็ไม่เคยมีแท้ที่จริงก็ทำแบบเดียวกันไม่ให้เข้าคุก ให้ปล่อย หรือถ้าเข้าคุกแล้วก็ให้ปล่อย ถ้าไม่เข้าก็ไม่ฟ้อง เพราะเดือดร้อนผู้ที่ถูกด่า หรือผู้ถูกด่านี่แหละเป็นคนเดือดร้อน"





วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559

สงครามโลกครั้งที่ 3 ส่งผลกระทบระดับโลกมากกว่าที่คุณคิด




เมื่อเกิดสงครามไม่ว่าจะเป็นสงครามอะไรก็มักจะมีปัญหาตามมาเสมอยิ่งเป็นสงครามที่ยกระดับขึ้นเป็นสงครามโลกแน่นอนว่าผลกระทบต้องมีไปถึงทั่วโลกอย่างแน่นอน ปัญหาหลักๆเรื่องความไม่สมดุลทางทรัพยากรของแต่ละประเทศ ปัญหาการขาดแคลนขากแคลนวัตถุดิบตามมาด้วยปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้ล้วนได้ผลกระทบมาจากสงครามโลก แต่ผลกระทบโดยตรงคือการเสียชีวิตของทั้งทหาร และ พลเรือน อีกทั่งยังถูกทำลายโรงงานอุตสาหกรรม บ้านเรือน จนไปถึงการขาดแดลนสิ่งจำเป็นต่อการใช้ชีวิตประจำวันความอดอยากหิวโหย เกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมาด้วยปัญหาการว่างงาน

สงครามโลกทำให้ประชากรลดลงส่งผลให้แรงงานขาดแคลน การสูญเสียแห่งผลิตต่างๆรวมไปถึงทรัพยากรสำคัญๆไปกับสงคราม ซึ่งส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจทั่วโลกไม่เว้นกระทั่งประเทศไทย ปัญหาเรื่องเงินเฟ้อมีผลกระทบโดยตรงกับผู้ที่มีเงินเดือนประจำ ส่งผลกระทบกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างรายแรงเพราะราคาสิ้นค้าที่สูงเกินกว่าปกติ ทำให้ไม่สามารถซื้อสิ้นค้านั้นได้และการส่งออกของตลาดโลกอาจจะทำให้ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก







ค่าปฏิกรรมสงคราม ประเทศที่แพ้สงครามต้องจ่ายในส่วนนี้คือให้ประเทศอื่นมีผลทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ค่าปฏิกรรมสงคราม เป็นเหตุให้ต้องเร่งรัดทางเศรษฐกิจ ซึ่ง ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือส่งผลดีในการผลิตการส่งออก ข้อเสียคือถ้ามากเกินไปก็อาจทำให้เกิดสภาวะเงินเฟ้อได้ ส่งผลให้ประเทศยากจนเศรษฐกิจซบเซา

ผลกระทบระดับโลก




พื้นที่หลายส่วนจะถูกลบทิ้งออกจากแผนที่โลกบางแห่งอาจจะหายไปทั้งประชากรและแผ่นดินสิ่งที่ไม่น่าเกิดก็จะเกิดขึ้น รวมถึงภัยพิบัติต่างๆตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จำนวนประชากรโลกจะถูกลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น แผนที่โลกจะมีการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ ในขณะที่สัตว์ชนิดต่างๆพยายามปรับตัวให้เข้ากับสภาวะเลวร้าย จะเกิดเหตุการณ์คนกินคน สัตว์กินคน เพราะความหิวกระหาย สารเคมีพวกกัมมันตภาพรังสีที่แพร่ไปทั่วโลก จะมีผลทำให้มนุษย์เป็นโรคผิวหนัง อย่างรุนแรง ต้นไม้จะเหี่ยวเฉาเพราะปรับสภาพไม่ทันเสียงคนที่ได้รับความทุกข์ทรมานจะมีอยู่ทั่วไปหมดคนพิการจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นคนที่แขนขาสมบูรณ์น้อยลง

ช่วงก่อนสงคราม





ช่วงก่อนที่จะเกิดสงครามอาหารการกินทั่วโลกจะอุดมสมบูรณ์ แม้ว่าราคาสินค้าอาจจะแพงอยู่บ้างแต่สามารถหาซื้อหากินได้โดยทั่วไปแล้ว ประชาชนจะอยู่ดีมีความสุข ไม่นึกถึงภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นจึงไม่มีการกักตุนสินค้า ข้าวสาร อาหารแห้ง เกลือ และ น้ำ เป็นสิ่งจำเป็นและต้องเตรียมสำรองในปริมาณที่มากและเพียงพอในถาวะวิกฤตช่วงต้นของสงคราม ราคาสินค้าอาหารจะทยอยเริ่มขึ้นราคา 



คนที่พอมีเงินจะสามารถซื้อข้าวปลาอาหารไว้ได้อย่างเพียงพอคนที่ไม่มีเงินทองก็จะอดตายถือเป็นการล้างโลกทางอ้อมอีกทางหนึ่งสงครามจะเริ่มจากฝั่งตะวันตกและจะลามมาทางตะวันออกรวมถึงประเทศไทยในช่วงสงครามเริ่มก่อตัวประชาชนทั่วไปจะไม่ค่อยรู้สึกสักเท่าไหร่เพราะจะเป็นเหมือนสงครามปรกติที่เกิดขึ้นทั่วไปแต่สินค้าทางการเกษตรจะมีราคาสูงขึ้นเนื่องจากสภาวะสงคราม

ช่วงต้นและกลางของสงคราม




ช่วงแรกสงครามจะเริ่มก่อตัวขึ้นบริเวณแถบยุโรปอเมริกา ช่วงแรกจะจำกัดพื้นที่ในบริเวณนั้นประมาณ 5 เดือน ในช่วงนี้จะมีการหาสมัครพรรคพวกและอาศัยประเทศข้างเคียงเป็นสนามรบประชาชนแถบยุโรบ จะเดือนร้อนกันไปทั่ว ประเทศไทยยังไม่มีที่ท่าที่แน่นอนยังแค่ประกาศให้ความช่วยเหลือทั้งสองฝ่าย ต่างคนต่างต้องการให้สงครามสงบโดยเร็ว แต่ประเทศมหาอำนาจไม่ยอมให้สงบเร็วเนื่องจากกลัวว่าจะเจอภัยทั้งทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจซึ้งหมายถึงจะหมดอำนาจที่จะครองโลก




หลังจากช่วง 5 เดือนแรก ต่างผ่ายก็ได้รับความเสียหายอย่างใหญ่หลวง และต่างก็เหนื่อยล้าเต็มทีที่ต้องรบ แต่ว่าผลกระทบจากสงคราม คือ สงครามไม่ได้เจาะจงเฉพาะ เพียงแค่ ไม่กี่ประเทศ แต่ว่าสงครามจะกระจายตัวเองไปทั่วและลามมาฝั่งเอเชียตะวันออกช่วงนี้จะกิน เวลาประมาณ 4-5 เดือน การสู้รบจะดุเดือดขึ้น ประเทศที่มีหัวรบ จรวดนิวเคลียร์ จะเตรียบหัวรบเพื่อเล็งไปยังประเทศที่เป็นศัตรู จะยังไม่มีการยิงระเบิดนิวเคลียร์ จะอยู่ในสภาพพร้อมยิง จะเป็นการเตือนและข่มขู่กันขั้นสุดท้าย




ช่วงปลายสงคราม




ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต่อสู้กันอย่างดุเดือดมากทหารประชาชนล้มตายกันมากแทบจะล้างโลกเลยก็ว่าได้ ประเทศที่อ่อนแอจะถูกควบคุมโดยประเทศมหาอำนาจเพื่อประโยชน์ทางการทหารและทางเศรษฐกิจ ความเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนหน้าทีก็ยังตามมาส่งผลตามมาเรื่อยๆ



ประชาชนต้องบ้านแตกสาแหรกขาดพลัดพรากจากกันช่วงนี้แหละจะเป็นช่วงขาดแคลนเสบียงอาหารเหลือน้อยไม่พอบริโภค เพราะผลผลิตที่ได้มามีปริมาณที่น้อยเมื่อเทียบกับความต้องการของมนุษย์ แม้ว่าประชากรโลกจะลดลงไปเยอะก็ตาม แหล่งผลิตอาหารจะหมดไม่ไปเพราะไม่มีคนที่จะผลิตอาหาร



ช่วงนี้จะกินเวลาประมาณ 3- 5 เดือนจำนวนยอดผู้เสียชีวิตเข้าสู่หลักล้านระเบิดนิวเคลียร์จะถูกปล่อยออกมาเพื่อโจมตีไปยังหัวใจของผ่ายข้าศึกเพื่อชัยชนะ ต่างผ่ายก็ปล่อยออกมาลูกแล้วลูกเล่าเพื่อกำจัดศัตรูทางการทหารให้หมดไปแต่ผลที่ได้รับคือต่างผ่ายต่างก็ได้รับความเสียหายบ้านเมืองพังพินาศจะเหลือที่ดีๆก็มีอยู่ส่วนน้อยเต็มทีและมีแต่ซากปรักหักพัง


ผลของนิวเคลียร์จะทำ ให้ อากาศ อาหาร และน้ำดื่ม ปนเปื้อนไปด้วยสารเคมี ทั้งสัตว์ทั้งมนุษย์จะตายอย่างอเนจอนาถ ส่วนที่รอดและได้รับสารเคมีอย่างแรงจะเป็นโรคผิวหนังเนื้อจะตายและเน่าได้รับความทรมานอย่างยิ่ง ส่วนคนที่ได้รับสารเคมีอย่างกลาง ผิวหนัง พุผองและเนื้อจะค่อยๆตายอย่างช้าๆทรมานแสนสาหัสถ้าจะรอดก็คงต้องอยู่อย่างคน พิการ ส่วนคนที่ได้รับสารเคมีอย่างอ่อน จะเกิดอาการระคายเคือง รักษาให้หายด้วยความยากลำบากเพราะขาดแคลน ยา และเครื่องมือ ส่วนคนที่ไม่ได้รับสารเคมีถือว่าโชคดีไม่ได้รับสารเคมี แต่ก็ได้รับความกระทบกระเทือนจากผลของสงคราม


 เมื่อระเบิดนิวเคลียร์ ถูกใช้หมดไป ต่างฝ่ายต่างก็ประเมิน สถานการณ์ บางผ่ายก็ยอมแพ้ บางผ่ายก็ดีใจที่ตัวเองชนะแต่ในที่สุดไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรเกิดขึ้น ต่างก็เจรจายุติศึก สูญเสียเงินทอง ชีวิตที่ไม่สามารถประมาณได้


สภาวะหลังสงคราม




หลังจากสงครามเสร็จสิ้นต่างฝ่ายต่างพยายามฟื้นฟูสภาพประเทศของตัวเองถึงแม้ว่าจะได้รับความเสียหายอย่างยับเยิน สภาพบ้านเมืองเต็มไปด้วยซากปรักหักพังและยังต้องแก้ปัญหาความอดยากของประชาชน 


ในช่วง 5 ปีแรกของการฟื้นฟูประเทศเรียกว่าช่วงลำบาก เพราะมีหลายเรื่องที่ต้องทำทั้งการวางระบบสาธารณูปโภคใหม่หมด การพัฒนาทางด้านการศึกษา การเกษตร เพื่อให้บ้านเมืองคืนสู่สภาวะปรกติให้เร็วที่สุดถึงแม้ว่าราคาสินค้าจะค่อนข้างสูงแต่ราคาก็จะไม่แพงมากจนเกินไป


หลังจากช่วง 5 ปี สภาวการณ์กับสู่สภาพปรกติ แต่ยังเหลือรอยคราบแห่งอดีตของสงครามโลกครั้งที่ 3 ความโศกเศร้าอาลัยต่อผู้ที่เสียชีวิตพิการ แม้แต่ขาดแคลนที่พักอาศัย อาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค รวมทั้งเครื่องนุ่งห่ม


การเตรียมพร้อมรับมือสงครามโลก
ช่วง แรกให้แรกให้เริ่มกักตุนสินค้าอุปโภคปริโภคให้มากที่สุด เพราะจำเป็นต้องใช้ในช่วงสุดท้ายของสงคราม และช่วงแรกของสงครามสงบ จะเป็นช่วงที่อดอยาก และขาดแครนอาหาร เพราะสารเคมีชนิดต่างๆกระจายไปทั่ว เจือปนทั้งในน้ำดื่มและอาหาร แหล่งน้ำธรรมชาติ แทบไม่มีประโยชน์เพราะสารพิษเจือปนเยอะ


ผลกระทบที่มีต่อประเทศไทย




ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบกระเทือนน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แต่พื้นที่บางส่วนจะหายไปข้าวจะหายาก หมากก็จะราคาแพง ต้องกินอย่างประหยัดอดมื้อกินมื้อ ชุมนุมโจรต่างๆเกิดขึ้นเพื่อปล้นแย่งเสบียงของชาวบ้านจะเดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า


ภาครัฐจะเร่งปราบปรามชุมนุมโจรต่างๆ พื้นฟูเศรษฐกิจ พัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากประชากรลดน้อยลงและขาดแคลนทัพยากรบุคคล การกำจัดสารเคมีในอากาศหรือฝนเหลือง เป็นไปได้ยากเนื่องมาจากรัฐไม่ได้มีการเตรียมการไว้และไม่มีความพร้อมในการดำเนินงานประเทศไทยจะใช้เวลาถึง 5 ปีเพื่อการพื้นตัวแต่จะเร็วกว่าประเทศอื่นแต่ต้องอาศัยความสามัคคีภายในประเทศเป็นหลัก

โรคระบาดจะมีมาเรื่อยๆแต่พอสามารถควบคุมได้ คนตายด้วยโรคระบาดก็เยอะ หยูกยาจะหายากเพราะคนใช้เยอะและขาดแคลนของที่มีก็พอจะประทังชีวิตไปได้บ้างจนรอดพ้นจากความอดอยากคนที่ทนได้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้จะมีชีวิตที่ดีขึ้นส่วนใครที่ตายในช่วงนี้ถือว่าไม่ต้องทรมานมาก


ที่มา http://talk.mthai.com/topic/27436